วิธีดูแลรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ให้ใช้งานได้นานขึ้น

วิธีดูแลรองเท้าเซฟตี้

หลายคนให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้ที่ได้มาตรฐาน แต่กลับมองข้ามเรื่องการดูแลรักษาหลังการใช้งาน

ในความเป็นจริง ต่อให้เป็นรองเท้าเซฟตี้คุณภาพสูง หากขาดการดูแลที่เหมาะสม ประสิทธิภาพในการป้องกันอันตรายก็สามารถลดลงได้เช่นกัน

โดยเฉพาะรองเท้าที่ผ่านมาตรฐาน มอก. ซึ่งต้องผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยหลายด้าน ทั้งแรงกระแทก การรับแรงกด การกันลื่น และความทนทานของวัสดุ

หากคุณยังไม่ทราบว่ารองเท้าเซฟตี้ต้องผ่านการทดสอบอะไรบ้าง สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่อง มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ซึ่งอธิบายรายละเอียดของข้อกำหนดและการทดสอบที่ใช้ในประเทศไทย

บทความนี้จะพาคุณไปดูวิธีดูแลรองเท้าเซฟตี้อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนรองเท้าบ่อย และรักษาความปลอดภัยในการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทำไมการดูแลรองเท้าเซฟตี้จึงสำคัญ?

รองเท้าเซฟตี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันการกระแทกจากของตกใส่เท้าเท่านั้น

ภายในรองเท้ายังประกอบไปด้วยชิ้นส่วนสำคัญ เช่น

  • หัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต
  • แผ่นกันทะลุ
  • พื้นกันลื่น
  • วัสดุกันน้ำมัน
  • ระบบป้องกันไฟฟ้าสถิต (ESD)

เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ส่วนประกอบเหล่านี้สามารถเสื่อมสภาพได้ตามอายุการใช้งาน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

1.ทำความสะอาดรองเท้าหลังเลิกงานทุกครั้ง

สิ่งสกปรกที่สะสมอยู่บนรองเท้า เช่น ฝุ่น น้ำมัน เศษโลหะ หรือสารเคมี อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของวัสดุได้โดยตรง

หลังเลิกงานควร

ปัดฝุ่นด้วยแปรงขนนุ่ม

ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดเช็ดคราบสกปรก

ใช้น้ำสบู่อ่อนเมื่อต้องการขจัดคราบฝังแน่น

หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

ไม่ควรแช่น้ำเป็นเวลานาน

การทำความสะอาดเป็นประจำช่วยลดการเสื่อมสภาพของหนังและพื้นรองเท้าได้อย่างมาก

2.หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รองเท้าเซฟตี้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ คือการตากแดดเป็นเวลานาน

ความร้อนสูงสามารถทำให้

  • หนังแข็งตัว
  • กาวเสื่อมสภาพ
  • พื้นยางแตกร้าว
  • วัสดุภายในเสียรูป

วิธีที่ถูกต้องคือควรผึ่งในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทสะดวก

3. ตรวจสอบพื้นรองเท้าอยู่เสมอ

พื้นรองเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นตลอดเวลา

หากดอกยางเริ่มสึกจนเรียบ อาจทำให้ประสิทธิภาพการกันลื่นลดลงอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะในโรงงาน คลังสินค้า และพื้นที่ที่มีน้ำมันหรือพื้นเปียก

สำหรับองค์กรที่กำลังมองหารองเท้ามาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับพนักงาน สามารถเลือกดูหมวด รองเท้าเซฟตี้ มอก. สำหรับโรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่ารองเท้าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง

4. ตรวจสอบหัวรองเท้าเซฟตี้หลังเกิดแรงกระแทก

แม้ว่าหัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิตจะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกตามมาตรฐาน

แต่หากรองเท้าเคยถูกของหนักตกใส่อย่างรุนแรง ควรตรวจสอบทันทีว่า

  • มีรอยบุบหรือไม่
  • มีรอยแตกหรือไม่
  • โครงสร้างภายในเสียหายหรือไม่

หากพบความผิดปกติ ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่เพื่อความปลอดภัย

5. เปลี่ยนแผ่นรองพื้นเมื่อเริ่มเสื่อมสภาพ

แผ่นรองพื้นที่ยุบตัวอาจส่งผลให้เกิดอาการ

  • ปวดส้นเท้า
  • ปวดฝ่าเท้า
  • ปวดเข่า
  • เมื่อยล้าระหว่างวัน

โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องยืนหรือเดินต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

การเปลี่ยนแผ่นรองพื้นเป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสบายและลดความเมื่อยล้าจากการทำงานได้อย่างมาก

6. ใช้รองเท้าให้เหมาะกับประเภทงาน

รองเท้าเซฟตี้แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

  • งานก่อสร้าง
  • งานคลังสินค้า
  • งานโรงงานอาหาร
  • งานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
  • งานปิโตรเคมี

ในกรณีของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ มักจำเป็นต้องใช้รองเท้า ESD เพื่อช่วยควบคุมไฟฟ้าสถิตและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

หากยังไม่แน่ใจว่า ESD แตกต่างจากรองเท้าเซฟตี้ทั่วไปอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ รองเท้าเซฟตี้ ESD คืออะไร และจำเป็นกับงานประเภทใดบ้าง

7. ตรวจสอบอายุการใช้งานทุกปี

แม้รองเท้าจะยังดูดีจากภายนอก

แต่คุณสมบัติด้านความปลอดภัยอาจลดลงตามอายุการใช้งาน

โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจสอบสภาพรองเท้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

หากพบว่า

  • พื้นสึกมาก
  • หนังแตกร้าว
  • กาวเริ่มหลุด
  • เดินแล้วลื่นกว่าปกติ

ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ทันที

สัญญาณที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ใหม่

รองเท้าเซฟตี้ควรถูกเปลี่ยนเมื่อพบอาการดังต่อไปนี้

  • พื้นรองเท้าสึกจนเรียบ
  • หัวรองเท้าบุบหรือแตก
  • พื้นแยกจากตัวรองเท้า
  • หนังฉีกขาด
  • น้ำซึมเข้ารองเท้า
  • กันลื่นได้ไม่ดีเหมือนเดิม

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน มอก. ที่เหมาะกับงานโรงงาน คลังสินค้า และงานอุตสาหกรรมทั่วไป รุ่น SJK-2202 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นยอดนิยมที่ได้รับความไว้วางใจจากหลายองค์กร เนื่องจากผ่านมาตรฐาน มอก. 523-2564 และออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

สรุป

การเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้ที่ได้มาตรฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความปลอดภัยในการทำงาน

สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อให้รองเท้ายังคงประสิทธิภาพในการป้องกันอันตรายได้อย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดหลังใช้งาน การตรวจสอบพื้นรองเท้า การเปลี่ยนแผ่นรองพื้น หรือการเลือกใช้รองเท้าให้เหมาะกับประเภทงาน ล้วนช่วยยืดอายุการใช้งานและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

และหากกำลังเลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 523-2564 เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับการปกป้องตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดสำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมไทย

คำถามที่พบบ่อย?

รองเท้าเซฟตี้มอก. 523-2564 ควรเปลี่ยนทุกกี่ปี?

โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจสอบสภาพทุกปี และเปลี่ยนเมื่อพบการเสื่อมสภาพหรือใช้งานต่อเนื่องประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน

สามารถซักรองเท้าเซฟตี้ในเครื่องซักผ้าได้หรือไม่?

ไม่แนะนำ เพราะอาจทำให้กาวและวัสดุภายในเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

รองเท้าเซฟตี้พื้นสึกแต่ส่วนอื่นยังดี ควรใช้ต่อหรือไม่?

ไม่ควร เพราะประสิทธิภาพในการกันลื่นอาจลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

รองเท้าเซฟตี้ที่ผ่าน มอก. 523-2564 ดีกว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปอย่างไร?

รองเท้าจะต้องผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย เช่น การรับแรงกระแทก การรับแรงกด และคุณสมบัติอื่นๆ ตามข้อกำหนดของมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย

safety jk ขายรองเท้าเซฟตี้ รองเท้านิรภัยราคาส่ง safety jk

Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้และอุปกรณ์ป้องกันในโรงงาน มีประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าองค์กร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *