หลายคนเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้เพราะคิดว่า แค่มีหัวเหล็กก็น่าจะพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง รองเท้าเซฟตี้ที่ไม่ได้มาตรฐานแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่น่ากลัวมากครับ ไม่ว่าจะเป็นหัวเหล็กที่ยุบตัวเมื่อโดนของหนักตกใส่ พื้นรองเท้าลื่นไถลง่าย หรือหนังเทียมเสื่อมสภาพเร็วเกินไป ซึ่งอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวในโรงงาน คลังสินค้า หรือไซต์งานก่อสร้าง อาจนำความเสียหายและค่าใช้จ่ายมามากกว่าค่ารองเท้าเซฟตี้คุณภาพดีหลายเท่าตัว
ดังนั้น การเลือกใช้งาน รองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับล่าสุดของประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ บทความนี้ Safety JK จะพาคุณไปเช็กแบบเจาะลึกและเข้าใจง่าย ว่ารองเท้าเซฟตี้ที่ได้มาตรฐาน มอก. ของแท้เขาดูกันตรงไหน? เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อ เจ้าหน้าที่ จป. และคนทำงานทุกท่าน ได้สินค้าที่ปลอดภัย คุ้มค่า และถูกต้องตามกฎหมายโรงงานมากที่สุดครับ
ทำไม มอก. 523-2564 จึงสำคัญต่อการเลือกรองเท้าเซฟตี้ในปัจจุบัน
| หัวข้อเปรียบเทียบ | มอก. 523-2552 (รุ่นเก่า) | มอก. 523-2564 (รุ่นปัจจุบัน) |
|---|---|---|
| ประเภทของหัวรองเท้า | เน้นควบคุมหัวรองเท้าที่ทำจากเหล็กเป็นหลัก | ครอบคลุมหัวรองเท้าหลากหลายประเภท ทั้งหัวเหล็ก (Steel Toe), หัวคอมโพสิต (Composite Toe) และหัวพลาสติกนิรภัย |
| การทดสอบแรงกระแทก | ทดสอบแรงกระแทก 200 จูล และแรงอัด 15,000 นิวตัน | ยังคงกำหนดแรงกระแทก 200 จูล และแรงอัด 15,000 นิวตัน แต่ปรับวิธีทดสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น |
| การป้องกันการทะลุทะลวง | รองรับแผ่นเหล็กกันทะลุ (Steel Midsole) เป็นหลัก | รองรับทั้งแผ่นเหล็กและแผ่นป้องกันการทะลุแบบอโลหะ เช่น เคฟลาร์ (Kevlar) หรือวัสดุสังเคราะห์ |
| ความครอบคลุมของมาตรฐาน | อ้างอิงมาตรฐานเดิมที่ใช้มายาวนานในประเทศไทย | ปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐาน EN ISO 20345 มากขึ้น รองรับรองเท้าเซฟตี้ยุคใหม่ที่มีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายกว่าเดิม |
| เทคโนโลยีวัสดุ | เน้นวัสดุแบบดั้งเดิม เช่น หัวเหล็กและพื้นรองเท้าทั่วไป | รองรับวัสดุสมัยใหม่ เช่น หัวคอมโพสิต พื้น PU, TPU และพื้น NBR ที่มีคุณสมบัติกันลื่นและทนน้ำมันได้ดีขึ้น |
| เหมาะกับใคร | ผู้ใช้งานที่ต้องการรองเท้าเซฟตี้มาตรฐานพื้นฐาน | โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานอาหาร คลังสินค้า โลจิสติกส์ และองค์กรที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย |
วิธีเลือกซื้อ รองเท้าเซฟตี้ มอก.523-2564 อัปเดตล่าสุด

1. เช็กเครื่องหมาย มอก. และฉลากระบุปีเวอร์ชันล่าสุด
รองเท้านิรภัยของแท้ต้องมีตราสัญลักษณ์ มอก. ประทับอยู่บนตัวรองเท้า (มักจะอยู่บริเวณลิ้นรองเท้าหรือแผ่นรองพื้นด้านใน) หรือระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยเวอร์ชันล่าสุดที่ประกาศใช้ในปัจจุบันคือ มอก. 523-2564 (หากยังเป็นเลขปี 2554 เดิม จะเป็นมาตรฐานเก่าที่ล้าสมัยไปแล้วครับ) นอกจากนี้บนฉลากต้องระบุชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอย่างโปร่งใสด้วย

2. ตรวจสอบใบรับรองมาตรฐาน (Certificate) จากผู้ขาย
แบรนด์หรือร้านค้าที่เป็นมืออาชีพ จะต้องสามารถแสดงเอกสารใบรับรองมาตรฐาน (Certificate Of Analysis) จากหน่วยงานทดสอบที่ออกให้แก่โรงงานผลิตได้ หากผู้จำหน่ายไม่มีเอกสารยืนยันความปลอดภัยชัดเจน ควรหลีกเลี่ยงทันทีโดยเฉพาะการใช้งานในนิคมอุตสาหกรรมครับ

3. ตรวจสอบโครงสร้าง หัวเหล็กแท้ ทนแรงกระแทก 200 จูล
หัวป้องกันแรงกระแทก (Safety Toecap) จะต้องยึดติดแน่นเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรองเท้า ไม่ใช่แค่แผ่นเหล็กแปะไว้เฉยๆ โดยตามเกณฑ์มาตรฐาน มอก. 523-2564 (ซึ่งอ้างอิงมาจากมาตรฐานสากล EN ISO 20345 ของยุโรป) หัวรองเท้าต้องรองรับแรงกระแทกได้ไม่น้อยกว่า 200 จูล (Joule) และต้องทนต่อแรงบีบอัดได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อลดความเสี่ยงจากการโดนวัตถุหนักตกหล่นทับนิ้วเท้าได้อย่างแท้จริงครับ

4. พื้นรองเท้าต้องกันลื่น (Slip Resistance) ได้ตามเกณฑ์
อุบัติเหตุอันดับต้นๆ ในคลังสินค้าและโรงงานเกิดจากการลื่นล้ม รองเท้าเซฟตี้ มาตรฐาน มอก. 523-2564 จึงบังคับให้พื้นรองเท้าเซฟตี้ต้องผ่านการทดสอบค่าความต้านทานการลื่นตามมาตรฐานสากล ISO 13287 โดยกำหนดค่าขั้นต่ำบนพื้นผิวที่แตกต่างกันไว้ดังนี้ครับ
- การทดสอบบนพื้นเซรามิก + สารละลายโซเดียมลอริลซัลเฟต: ดอกยางและพื้นรองเท้าต้องรีดน้ำและเกาะพื้นได้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
- การทดสอบบนพื้นสแตนเลส + กลีเซอรีน: ต้องมีค่าแรงเสียดทานที่ผ่านเกณฑ์เพื่อป้องกันการลื่นไถลในพื้นที่ที่มีคราบน้ำมัน
สำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม สามารถเลือกดู รองเท้าเซฟตี้ มอก. ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 523-2564 ได้ที่นี่
แนะนำรองเท้าเซฟตี้ มอก.523-2564
5. เลือกจากวัสดุตัวรองเท้าและกระบวนการผลิตเกรดอุตสาหกรรม
รองเท้าเซฟตี้ มอก. แท้ จะเข้มงวดเรื่องวัสดุมาก ตัวรองเท้า (Upper) มักผลิตจาก หนังแท้เกรดพรีเมียม หรือหนัง PU คุณภาพสูง ที่มีความหนาและเหนียวเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันสะเก็ดไฟ ความร้อน และสารเคมี พื้นรองเท้า (Outsole) นิยมใช้พื้น PU หรือยางหล่อติดแน่นกับตัวรองเท้าอย่างหนาแน่นเพื่อยืดอายุการใช้งาน และต้องมีการเสริมแผ่นป้องกันของมีคมแทงทะลุจากใต้ฝ่าเท้าด้วยครับ
เปรียบเทียบมาตรฐาน มอก. 523-2564 VS ISO (ยุโรป) VS ANSI / ASTM
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมข้ามชาติ หรือองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยระดับสากล มักจะมองหาเครื่องหมายมาตรฐานต่างประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและจุดเชื่อมโยงของแต่ละมาตรฐานได้อย่างชัดเจน Safety JK สรุปมาให้ดูเป็นตารางเปรียบเทียบดังนี้ครับ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ : ANSI vs EN ISO 20345 ต่างกันยังไง?
| หัวข้อเปรียบเทียบ | มอก. 523-2564 (ไทย) | EN ISO 20345 (ยุโรป/สากล) | ANSI / ASTM (อเมริกา) |
|---|---|---|---|
| ภูมิภาคที่ยอมรับ | ประเทศไทย (มาตรฐานบังคับ) | ยุโรป และทั่วโลกยอมรับสูงสุด | สหรัฐอเมริกา และบริษัทข้ามชาติ |
| การทดสอบหัวเหล็ก | รองรับแรงกระแทกมากกว่าหรือเท่ากับ 200 จูล | รองรับแรงกระแทกมากกว่าหรือเท่ากับ 200 จูล | รองรับแรงกระแทกมากกว่าหรือเท่ากับ 101.7 จูล (75 ft-lbs) |
| เกณฑ์การทดสอบ | อ้างอิงเกณฑ์จากมาตรฐานยุโรป | ใช้เกณฑ์สากล (ISO 13287) | ใช้เกณฑ์เฉพาะของฝั่งอเมริกา (ASTM) |
| การทดสอบพื้นกันลื่น | บังคับทดสอบค่ากันลื่นบนพื้นผิว | มีการทดสอบและระบุรหัสชัดเจน | เน้นทดสอบการยึดเกาะเฉพาะทาง |
| จุดเด่น/วัตถุประสงค์ | ควบคุมคุณภาพในไทยให้เท่าสากล | มาตรฐานหลักที่โรงงานทั่วโลกใช้ | แยกย่อยตามประเภทความเสี่ยงเฉพาะ |
สามารถดู รายละเอียด รองเท้าเซฟตี้มาตรฐานโรงงาน ทั้งหมดที่นี่
สรุป มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 อัปเดตล่าสุด 2026
| หัวข้อ | สรุป มอก. 523-2564 |
|---|---|
| ชื่อมาตรฐาน | มอก. 523-2564 มาตรฐานรองเท้าหนังนิรภัย |
| ขอบข่าย | ครอบคลุมรองเท้าหนังนิรภัย ทั้งหนังแท้และวัสดุเทียมหนัง |
| ประเภทของรองเท้า |
แบ่งตามคุณสมบัติ เช่น S, P, A และ PA S = รองเท้านิรภัยทั่วไป P = ป้องกันการแทงทะลุ A = ต้านไฟฟ้าสถิต PA = ป้องกันการแทงทะลุและต้านไฟฟ้าสถิต |
| หัวรองเท้านิรภัย | ต้องทนแรงกระแทก 200 จูล และแรงอัด 15 kN |
| แผ่นกันแทงทะลุ | กรณีเป็นรองเท้าประเภทกันแทงทะลุ ต้องมีแผ่นรองรับการป้องกันของมีคมจากพื้น |
| พื้นรองเท้า | กำหนดคุณสมบัติด้านความหนา ความแข็งแรง การยึดเกาะพื้น และความทนทานต่อการใช้งาน |
| การกันลื่น | อ้างอิงการทดสอบตาม ISO 13287 เพื่อประเมินการยึดเกาะพื้นรองเท้า |
| ต้านไฟฟ้าสถิต | รองเท้าประเภท A หรือ PA ต้องมีคุณสมบัติต้านไฟฟ้าสถิตตามข้อกำหนด |
| การทดสอบ | อ้างอิงวิธีทดสอบตาม ISO 20344:2011 และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง |
| ข้อมูลบนฉลาก | ควรระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ขนาด ประเภท รุ่น ผู้ผลิต และสัญลักษณ์มาตรฐาน |
| เหมาะกับใคร | เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า งานช่าง งานผลิต และงานที่ต้องการรองเท้านิรภัยที่ผ่านมาตรฐาน |
แนะนำสำหรับโณงงานเลือกซื้อ: รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน มอก.523-2564 ทั้งหมดที่นี่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้ มอก.
A: รองเท้าที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 523-2564 จะผ่านการทดสอบจริงในห้องแล็บ ทั้งเรื่องหนังแท้ที่ทนทาน หัวเหล็กทนแรงกระแทก 200 จูล และพื้นกันลื่น คุณจึงมั่นใจในประสิทธิภาพการปกป้องได้มากกว่ารองเท้าแฟชั่นหรือรองเท้าหัวเหล็กราคาถูกที่ไม่มีมาตรฐานรองรับอย่างสิ้นเชิงครับ
A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ หากเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ของตกหล่น หรือวัตถุหนักกระแทก เช่น งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้า ควรใช้รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิตมาตรฐาน แต่หากเป็นงานเบาที่เน้นความคล่องตัว อาจเลือกดีไซน์สปอร์ต หรือรุ่นที่เน้นการกันไฟฟ้าสถิต (ESD) ให้เหมาะสมกับลักษณะงานแทนได้ครับ
A: นอกจากสังเกตตราสัญลักษณ์ มอก. 523-2564 ที่ระบุอยู่บนตัวสินค้าหรือกล่องบรรจุภัณฑ์แล้ว วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือการขอตรวจสอบเอกสารใบรับรองมาตรฐาน (Certificate) จากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เพื่อยืนยันว่าสินค้ารุ่นนั้นๆ ได้ผ่านการทดสอบจาก สมอ. เรียบร้อยแล้วครับ
สรุป เลือกรองเท้าเซฟตี้ มอก. คุณภาพสูงจาก Safety JK
สุดท้ายนี้ การเลือกรองเท้าเซฟตี้ไม่ใช่แค่ดูเรื่องดีไซน์หรือราคาประหยัดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการลงทุนเพื่อปกป้องชีวิตและลดความเสี่ยงในการทำงานได้อย่างแท้จริง เพราะอุบัติเหตุในโรงงานเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาที การเลือกแบรนด์รองเท้าที่มีมาตรฐานชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาวครับ
หากองค์กร โรงงานอุตสาหกรรม หรือฝ่ายจัดซื้อท่านใด กำลังมองหา รองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ที่ผลิตจากหนังแท้คุณภาพสูง หัวเหล็กทนทาน พื้นกันลื่น กันน้ำมัน และออกแบบมาให้สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้มาตรฐานโรงงาน พร้อมให้คำแนะนำและจัดส่งสินค้าคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานสากลแก่คุณในราคาที่คุ้มค่าที่สุดครับ

Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้และอุปกรณ์ป้องกันในโรงงาน มีประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าองค์กร

