หลายคนซื้อรองเท้าเซฟตี้เพราะคิดว่า
“แค่มีหัวเหล็กก็น่าจะพอ”
แต่ความจริงคือ…
รองเท้าเซฟตี้ที่ไม่ได้มาตรฐาน
อาจกันกระแทกไม่ได้จริง
พื้นลื่นง่าย หรือเสื่อมเร็วจนเสี่ยงอุบัติเหตุในโรงงาน
โดยเฉพาะงานคลังสินค้า โรงงาน และไซต์งานก่อสร้าง
การเลือก มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง
บทความนี้ Safety JK จะพาเช็กแบบเข้าใจง่ายว่า รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน ต้องดูอะไรบ้างก่อนซื้อ

1.เช็กก่อนว่า ผ่าน มาตรฐาน มอก. หรือไม่ ?
สิ่งแรกที่ควรดู คือ รองเท้าคู่นั้นมีมาตรฐานรองรับหรือไม่
ปัจจุบันประเทศไทยใช้มาตรฐาน
มอก. 523-2564
ซึ่งเป็นมาตรฐานรองเท้านิรภัยของไทย ที่อ้างอิงจากมาตรฐาน EN ISO 20345 ของยุโรป
มาตรฐานนี้ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น
- ความแข็งแรงของหัวรองเท้า
- การป้องกันแรงกระแทก
- พื้นกันลื่น
- การกันแทงทะลุ
- ความทนทานของวัสดุ
- การยึดเกาะของพื้นรองเท้า
หากรองเท้าไม่มีข้อมูลมาตรฐานชัดเจน หรือ ไม่มีเอกสารรับรอง ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรม
2.ดูว่าเป็น หัวเหล็ก จริงหรือไม่ ?
รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน จะมีหัวป้องกันแรงกระแทก (Safety Toecap)
โดยทั่วไปแบ่งเป็น
- หัวเหล็ก (Steel Toe)
- หัวคอมโพสิต (Composite Toe)
ตามมาตรฐาน EN ISO 20345
หัวรองเท้าต้องรองรับแรงกระแทกได้ประมาณ 200 จูล
ถ้าเป็นงานโรงงาน งานคลังสินค้า หรือไซต์ก่อสร้าง
แนะนำให้เลือก
- รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็ก
- หรือหัวคอมโพสิตที่มีมาตรฐานรองรับ
เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากของหล่นทับเท้าได้จริง

3. พื้นรองเท้าต้องกันลื่น ได้จริง
อุบัติเหตุในโรงงานจำนวนมาก
เกิดจากการลื่นล้ม
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มี
- น้ำมัน
- น้ำ
- พื้นเหล็ก
- พื้นกระเบื้อง
- พื้นคลังสินค้า
รองเท้าเซฟตี้มาตรฐานควรมี
- พื้นกันลื่น
- พื้นกันน้ำมัน
- ดอกยางลึก
- พื้นยึดเกาะดี
มาตรฐาน มอก. 523-2564
มีข้อกำหนดด้านการทดสอบการลื่นของพื้นรองเท้า
ดังนั้นเวลาเลือกซื้อ
อย่าดูแค่ราคาหรือดีไซน์
แต่ควรดูว่ารองเท้าเหมาะกับสภาพงานจริงหรือไม่ ?
4. ดูมาตรฐานสากลเพิ่มเติม เช่น CE และ ANSI
รองเท้าเซฟตี้หลายรุ่น จะมีมาตรฐานต่างประเทศร่วมด้วย เช่น
มาตรฐาน CE
เครื่องหมายรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป
มาตรฐาน EN ISO 20345
มาตรฐานรองเท้านิรภัยหลักของยุโรป ครอบคลุมเรื่องแรงกระแทก พื้นกันลื่น และความปลอดภัยในการใช้งาน
มาตรฐาน ANSI / ASTM
มาตรฐานฝั่งอเมริกา นิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและงานช่าง
หากรองเท้ามีหลายมาตรฐานร่วมกัน มักสะท้อนถึงการผ่านการทดสอบที่เข้มงวดมากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม : มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ทั้งหมด
5. รองเท้าเซฟตี้ที่ดี ต้องเหมาะกับประเภทงาน
ไม่ใช่ทุกงานจะใช้รองเท้าแบบเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น
| ประเภทงาน | คุณสมบัติที่ควรมี |
|---|---|
| คลังสินค้า | น้ำหนักเบา เดินสบาย |
| โรงงานอาหาร | พื้นกันลื่น |
| งานน้ำมัน | พื้นกันน้ำมัน |
| งานไฟฟ้า / ESD | ป้องกันไฟฟ้าสถิต |
| งานก่อสร้าง | หัวเหล็ก + กันทะลุ |
หลายคนซื้อรุ่นเดียวใช้ทุกงาน
สุดท้ายใส่ไม่สบาย หรือใช้งานไม่เหมาะ
ดังนั้นควรเลือกให้ตรงกับลักษณะงานจริง
สมารถเข้าดู รองเท้าเซฟตี้มาตรฐานโรงงาน
5.วิธีสังเกตรองเท้าเซฟตี้ที่ไม่ได้มาตรฐาน
ก่อนซื้อควรระวัง
- ไม่มีข้อมูลมาตรฐาน
- ไม่มีเอกสารรับรอง
- ราคาถูกผิดปกติ
- พื้นบางเกินไป
- หัวรองเท้านิ่มผิดปกติ
- ไม่มีข้อมูลกันลื่นหรือกันกระแทก
โดยเฉพาะงานโรงงาน ไม่ควรเสี่ยงใช้รองเท้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะอุบัติเหตุหนึ่งครั้ง อาจเสียหายมากกว่าค่ารองเท้าหลายเท่า
เข้าดู รองเท้าเซฟตี้ มอก
FAQ คำถามที่พบบ่อย?
รองเท้าเซฟตี้ มอก ล่าสุดคืออะไร?
ปัจจุบันใช้มาตรฐาน มอก. 523-2564
สำหรับรองเท้านิรภัยในงานอุตสาหกรรม
รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็กจำเป็นไหม
ถ้างานมีความเสี่ยงของตกหล่น เช่น โรงงาน คลังสินค้า หรือไซต์ก่อสร้าง แนะนำให้ใช้รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็ก หรือหัวคอมโพสิตมาตรฐาน
CE กับ ANSI ต่างกันยังไง?
CE / EN ISO 20345 เป็นมาตรฐานยุโรป ส่วน ANSI / ASTM เป็นมาตรฐานอเมริกา ทั้งสองแบบเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับ
สรุป
การเลือก
“รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน”
ไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย
แต่คือเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน
ก่อนซื้อควรเช็กว่า:
- ผ่าน มอก. 523-2564
- มีหัวนิรภัยมาตรฐาน
- พื้นกันลื่นจริง
- มีมาตรฐาน CE หรือ ANSI รองรับ
- เหมาะกับประเภทงาน
เพราะรองเท้าเซฟตี้ที่ดี
ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานได้จริง
รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็ก มาตรฐาน มอก. สำหรับ โรงงานอุตสาหกรรม ผลิตตามมาตรฐาน EN ISO 20345 และ มีมาตรฐาน มอก. รับรองสำหรับ รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็ก แบบหนังแท้ และหนัง PU
เลือกรองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน มอก. สำหรับโรงงาน งานก่อสร้าง และงานอุตสาหกรรม พร้อมคุณสมบัติกันลื่น กันน้ำมัน และรองรับการใช้งานจริงได้ที่ Safety JK

Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้และอุปกรณ์ป้องกันในโรงงาน มีประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าองค์กร

