ในโรงงานอุตสาหกรรม
“รองเท้าเซฟตี้” ไม่ใช่แค่เรื่องของยูนิฟอร์ม
แต่คืออุปกรณ์ PPE ที่ช่วยลดความเสี่ยงจาก:
- ของตกใส่เท้า
- พื้นลื่น
- ของมีคมแทงทะลุ
- น้ำมัน
- ไฟฟ้าสถิต
- เครื่องจักรหนัก
ปัญหาคือ…
หลายคนซื้อรองเท้าเซฟตี้จาก หน้าตา หรือ ราคา
โดยไม่ได้ดูว่า
ผ่านมาตรฐานจริงหรือไม่
บทความนี้ Safety JK จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า
รองเท้าเซฟตี้โรงงาน ควรมีมาตรฐานอะไรบ้าง
และแต่ละมาตรฐานต่างกันยังไง
1. รองเท้าเซฟตี้โรงงาน สำคัญยังไง?
ในโรงงานอุตสาหกรรม
อุบัติเหตุเกี่ยวกับเท้าเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
เช่น:
- เหล็กหล่นทับ
- เดินเหยียบน็อต
- ลื่นในพื้นที่น้ำมัน
- พื้นเปียก
- ของมีคมแทงทะลุพื้นรองเท้า
ดังนั้นรองเท้าเซฟตี้ที่ดี
ต้องไม่ใช่แค่ “หัวเหล็ก”
แต่ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจริง
2. มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ที่โรงงานนิยมใช้
ปัจจุบันโรงงานส่วนใหญ่
จะอ้างอิงมาตรฐานหลักดังนี้
- มอก. 523-2564
- EN ISO 20345
- ANSI / ASTM
- CE
ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นต่างกัน

3. มาตรฐาน มอก. 523-2564 คืออะไร?
มอก. 523-2564 คือ มาตรฐานรองเท้านิรภัยของประเทศไทย
ใช้สำหรับรองเท้าเซฟตี้ในงานอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงแนวทางจากมาตรฐานยุโรป EN ISO 20345
มาตรฐานนี้จะทดสอบเรื่อง:
- หัวนิรภัย
- พื้นกันลื่น
- การกันกระแทก
- ความทนทาน
- การกันทะลุ
- การยึดเกาะพื้น
สำหรับโรงงานในไทย ถือเป็นมาตรฐานสำคัญที่ควรมี
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564
4. EN ISO 20345 คือ อะไร?
EN ISO 20345 คือ มาตรฐานรองเท้านิรภัยของยุโรป เป็นมาตรฐานที่ใช้แพร่หลายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย
จุดเด่นคือ
- มีการทดสอบพื้นกันลื่น
- รองรับแรงกระแทกประมาณ 200 จูล
- มีระดับมาตรฐานย่อย เช่น S1 / S2 / S3
รองเท้าเซฟตี้ที่ผ่าน EN ISO 20345 มักจะเห็นสัญลักษณ์ CE ร่วมด้วย
5.ANSI / ASTM คือ อะไร?
ANSI และ ASTM เป็นมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้จากสหรัฐอเมริกา
นิยมใช้ใน:
- งานอุตสาหกรรมหนัก
- งานเครื่องจักร
- งานก่อสร้าง
- โรงงานขนาดใหญ่
โดยจะเน้นเรื่อง:
- การป้องกันแรงกดทับ
- การป้องกันแรงกระแทก
- พื้นกันลื่น
- ป้องกันไฟฟ้า
อ่านเปรียบเทียบเพิ่มเติม ANSI vs EN ISO 20345 ต่างกันยังไง?
ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้
| มาตรฐาน | ประเทศ | จุดเด่น | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| มอก. 523-2564 | ไทย | ใช้งานในไทย | โรงงานทั่วไป |
| EN ISO 20345 | ยุโรป | ใช้ทั่วโลก | คลังสินค้า / โรงงาน |
| ANSI / ASTM | อเมริกา | งานหนัก | ก่อสร้าง / เครื่องจักร |
6.รองเท้าเซฟตี้โรงงาน ควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?
นอกจากมาตรฐาน
ควรดูคุณสมบัติการใช้งานจริงด้วย
1. หัวนิรภัย (Steel Toe / Composite Toe)
ช่วยป้องกันของตกใส่เท้า
2. พื้นกันลื่น
สำคัญมากในโรงงานที่มี:
- น้ำ
- น้ำมัน
- พื้นเหล็ก
- พื้นกระเบื้อง
3. พื้นกันแทงทะลุ
เหมาะกับพื้นที่:
- มีเศษเหล็ก
- ตะปู
- ของมีคม
4. กันน้ำมัน
ช่วยยืดอายุพื้นรองเท้า
และเพิ่มการยึดเกาะ
5. รองเท้าเซฟตี้ ESD
สำหรับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
หรือพื้นที่ที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิต
หากโรงงานของคุณเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
7.เลือกรองเท้าเซฟตี้โรงงานยังไงให้เหมาะ?
จริงๆ แล้ว
ไม่มีมาตรฐานไหน ดีที่สุด สำหรับทุกงาน แต่ควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น
| ประเภทงาน | แนะนำ |
|---|---|
| โรงงานทั่วไป | มอก. / EN ISO |
| คลังสินค้า | พื้นกันลื่น น้ำหนักเบา |
| งานหนัก | ANSI / ASTM |
| อิเล็กทรอนิกส์ | รองเท้า ESD |
รองเท้าราคาถูก แต่ไม่มีมาตรฐาน เสี่ยงยังไง?
หลายรุ่นอาจดูคล้ายรองเท้าเซฟตี้
แต่จริงๆ แล้ว:
- หัวรองเท้าไม่ได้มาตรฐาน
- พื้นลื่น
- กันกระแทกไม่ได้จริง
- พื้นแตกเร็ว
- ไม่มีการรับรอง
โดยเฉพาะในโรงงาน
อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว
อาจเสียหายมากกว่าค่ารองเท้าหลายเท่า
เข้าดูรองเท้าเซฟตี้ ทุกรุ่นของจาก safety jk รองเท้าเซฟตี้มาตรฐานโรงงาน
FAQ คำถามที่พบบ่อย ?
ANSI คือมาตรฐานความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกา นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมหนักและงานก่อสร้าง
เป็นมาตรฐานรองเท้านิรภัยของยุโรป ครอบคลุมเรื่องแรงกระแทก พื้นกันลื่น และความปลอดภัยในการทำงาน
สำหรับการใช้งานในประเทศไทย แนะนำให้เลือกรองเท้าเซฟตี้ที่ผ่าน มอก. 523-2564 เพื่อให้เหมาะกับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย
สรุป
รองเท้าเซฟตี้โรงงานที่ดี
ควรดูทั้ง:
- มาตรฐาน
- ความปลอดภัย
- พื้นกันลื่น
- ความเหมาะกับประเภทงาน
มาตรฐานที่นิยมใช้ ได้แก่:
- มอก. 523-2564
- EN ISO 20345
- ANSI / ASTM
โดยควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะงานจริง เพื่อความปลอดภัยในการทำงานระยะยาว
Safety JK คือ ผู้จัดจำหน่ายรองเท้าเซฟตี้ที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 523-2564 ตัวรองเท้าผ่านการทดสอบหัวเหล็กรับแรงกระแทก 200 จูล
หากหน่วยงาน หรือโรงงานใด สนใจสั่งซื้อรองเท้าเซฟตี้ รองเท้านิรภัย สามารถติดต่อสอบถามทาง safety jk ก็ได้ เรายินดีให้บริการ

Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้และอุปกรณ์ป้องกันในโรงงาน มีประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าองค์กร

