โรงงานต้องแจกรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานทุกคนหรือไม่?
เป็นคำถามที่ฝ่าย HR ฝ่ายจัดซื้อ จป. และเจ้าของโรงงานมักเจอ โดยเฉพาะโรงงานที่มีพนักงานหลายแผนก ตั้งแต่ฝ่ายผลิต คลังสินค้า ซ่อมบำรุง ไปจนถึงพนักงานสำนักงานที่อาจต้องเดินเข้าเขตการผลิตเป็นครั้งคราว
คำตอบคือ ไม่ได้พิจารณาจากคำว่า “โรงงาน” เพียงอย่างเดียว
หลักสำคัญของกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงาน คือ นายจ้างต้องจัดให้สถานประกอบกิจการและการทำงานมีความปลอดภัย หากลักษณะงานมีความเสี่ยงที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ PPE นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับความเสี่ยงนั้น
ดังนั้น คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียง
“โรงงานต้องใช้รองเท้าเซฟตี้หรือไม่?”
แต่ควรถามว่า
“พนักงานกำลังเจออันตรายอะไรที่บริเวณเท้า และต้องใช้รองเท้านิรภัยแบบไหนจึงจะเหมาะกับงาน?”
สำหรับองค์กรที่ต้องการทบทวน PPE ทั้งระบบ สามารถเริ่มจากบทความ PPE คืออะไร? รู้จักอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เพื่อทำความเข้าใจหลักการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับความเสี่ยงก่อน

กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน กำหนดไว้อย่างไร?
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
โดยมาตรา 22 วางหลักเกี่ยวกับอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลว่า นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด และลูกจ้างมีหน้าที่สวมใส่และดูแลอุปกรณ์ดังกล่าวให้สามารถใช้งานได้ตามสภาพและลักษณะของงาน
หากลูกจ้างไม่สวมใส่อุปกรณ์ นายจ้างต้องสั่งให้หยุดการทำงานนั้นจนกว่าลูกจ้างจะสวมใส่อุปกรณ์ให้ถูกต้อง
หลักดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะหมายความว่า หากผลการประเมินความเสี่ยงของงานพบว่า เท้าของพนักงานมีโอกาสได้รับอันตรายและจำเป็นต้องใช้รองเท้านิรภัยเป็น PPE นายจ้างต้องจัดการเรื่องอุปกรณ์ให้เหมาะสม ไม่ใช่เพียงติดป้ายให้พนักงาน “ระวัง” เท่านั้น
โรงงานทุกแห่งต้องแจกรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานทุกคนหรือไม่?
ไม่ควรตีความว่าพนักงานทุกตำแหน่งในโรงงานต้องใช้รองเท้าแบบเดียวกันทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น พนักงานบัญชีที่ทำงานอยู่ในสำนักงานตลอดวันอาจไม่ได้สัมผัสความเสี่ยงแบบเดียวกับพนักงานฝ่ายผลิต
ในทางกลับกัน พนักงานคลังสินค้าอาจต้องทำงานอยู่ใกล้
- พาเลท
- สินค้าน้ำหนักมาก
- รถโฟล์คลิฟท์
- รถลากพาเลท
- ชั้นวางสินค้า
- การขนย้ายวัตถุดิบ
ความเสี่ยงต่อบริเวณเท้าจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน
องค์กรควรเริ่มจาก การประเมินอันตรายและความเสี่ยงของแต่ละงาน แล้วจึงกำหนด PPE ที่เหมาะสมกับพนักงานแต่ละกลุ่มหรือแต่ละพื้นที่
หากกำลังตรวจสอบว่าในโรงงานควรมี PPE อะไรบ้าง สามารถใช้ Checklist PPE ตามกฎหมายที่โรงงานควรตรวจสอบ ปี 2569 เป็นแนวทางประกอบการตรวจหน้างานได้
งานแบบไหนควรจัดรองเท้าเซฟตี้ให้ลูกจ้าง?
ไม่ควรพิจารณาจากชื่อตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจาก อันตรายที่พนักงานมีโอกาสสัมผัสจริง
ตัวอย่างงานที่ควรประเมินความจำเป็นในการใช้รองเท้านิรภัยอย่างจริงจัง มีดังนี้
1. งานที่มีความเสี่ยงจากของหนักตกใส่เท้า
งานประเภทนี้พบได้บ่อยใน
- โรงงานผลิต
- งานประกอบชิ้นส่วน
- งานขนย้ายวัตถุดิบ
- คลังสินค้า
- งานจัดเรียงสินค้า
- งานยกของ
หากมีวัตถุ เครื่องมือ สินค้า หรือชิ้นส่วนที่อาจตก กระแทก หรือกดทับบริเวณเท้า ควรเลือกรองเท้านิรภัยที่มีส่วนป้องกันนิ้วเท้าและมีคุณสมบัติเหมาะกับระดับความเสี่ยงของงาน
สำหรับการจัด PPE ให้พนักงานสายการผลิต สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ PPE สำหรับพนักงานโรงงานผลิต มีอะไรบ้าง
2. งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์
คลังสินค้าเป็นอีกพื้นที่ที่ควรให้ความสำคัญกับรองเท้านิรภัย เนื่องจากมีทั้งการขนย้ายสินค้า พาเลท รถลาก และรถโฟล์คลิฟท์
ความเสี่ยงที่อาจพบ ได้แก่
- สินค้าตกหล่น
- วัตถุหนักกระแทกเท้า
- พื้นลื่น
- พาเลทหรือรถลากกระแทก
- ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน
ดังนั้นการเลือกรองเท้าสำหรับคลังสินค้า ไม่ควรดูเพียงว่ามีหัวนิรภัยหรือไม่ แต่ควรพิจารณาเรื่อง การยึดเกาะพื้น ความสบาย น้ำหนัก และคุณสมบัติอื่นตามหน้างาน ด้วย
3. งานเครื่องจักรและฝ่ายผลิต
พื้นที่เครื่องจักรอาจมีความเสี่ยงจากชิ้นงาน เครื่องมือ วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ตกหล่น รวมถึงพื้นบริเวณเครื่องจักรที่อาจมีน้ำมันหรือสารหล่อลื่น
รองเท้าที่ใช้จึงอาจต้องพิจารณาหลายคุณสมบัติ เช่น
- ป้องกันแรงกระแทกบริเวณนิ้วเท้า
- พื้นยึดเกาะเหมาะกับสภาพหน้างาน
- ทนน้ำมันตามความเหมาะสม
- ป้องกันการแทงทะลุ หากมีของมีคมบนพื้น
ไม่ควรใช้หลักว่า “เป็นพนักงานฝ่ายผลิต จึงซื้อรองเท้ารุ่นเดียวกันทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบความเสี่ยงของแต่ละจุดงาน
4. งานก่อสร้างและงานติดตั้ง
ไซต์ก่อสร้างมักมีความเสี่ยงหลายประเภทพร้อมกัน เช่น
- วัสดุตกหล่น
- ตะปู
- เหล็ก
- เศษวัสดุ
- พื้นต่างระดับ
- พื้นลื่น
- การขนย้ายวัสดุหนัก
รองเท้านิรภัยสำหรับงานลักษณะนี้จึงควรเลือกตามความเสี่ยงจริง เช่น หากมีความเสี่ยงจากตะปูหรือเศษโลหะแทงจากพื้น ก็ควรพิจารณาคุณสมบัติป้องกันการแทงทะลุเพิ่มเติม ไม่ใช่ดูเฉพาะหัวรองเท้า
5. งานที่มีพื้นเปียก น้ำมัน หรือเสี่ยงลื่น
รองเท้าเซฟตี้ไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันเฉพาะของตกใส่เท้าเท่านั้น
โรงงานบางประเภทอาจมีความเสี่ยงสำคัญจาก
- น้ำ
- น้ำมัน
- จาระบี
- ของเหลว
- เศษวัตถุดิบ
- พื้นผิวที่ลื่น
เช่น โรงงานอาหาร โรงงานชิ้นส่วน งานซ่อมบำรุง หรือพื้นที่เครื่องจักร
การเลือกรองเท้าจึงควรพิจารณาคุณสมบัติด้านการยึดเกาะพื้นให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมจริง
6. งานซ่อมบำรุง
ช่างซ่อมบำรุงหรือ Maintenance มักต้องเดินเข้าไปหลายพื้นที่ของโรงงาน ทำให้มีโอกาสพบความเสี่ยงหลายประเภทในวันเดียว เช่น
- เครื่องจักร
- น้ำมัน
- เครื่องมือ
- วัสดุหนัก
- เศษโลหะ
- งานไฟฟ้า
การเลือกรองเท้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงจึงควรประเมินจากลักษณะงานและพื้นที่ที่ต้องเข้าไปปฏิบัติงานจริง ไม่ควรพิจารณาจากความสบายหรือราคาของรองเท้าเพียงอย่างเดียว
7. งานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี
งานสารเคมีเป็นกรณีที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะคำว่า “รองเท้าเซฟตี้” ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันสารเคมีทุกชนิดได้
ต้องตรวจสอบว่า
- Upper ผลิตจากวัสดุอะไร
- พื้นรองเท้าเป็นวัสดุอะไร
- สารเคมีที่ใช้งานคือชนิดใด
- ผู้ผลิตระบุว่าวัสดุสามารถทนสารนั้นได้หรือไม่
ดังนั้น
รองเท้ามีหัวเหล็ก ≠ รองเท้าป้องกันสารเคมี
ต้องพิจารณาคุณสมบัติให้ตรงกับสารและลักษณะการสัมผัสจริง
8. งานที่มีของมีคมบนพื้น
หากพื้นที่ทำงานมีความเสี่ยงจาก
- ตะปู
- เศษเหล็ก
- เศษโลหะ
- วัสดุแหลมคม
ควรพิจารณารองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันการแทงทะลุของพื้นรองเท้า
นี่เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการเลือก Safety Shoes ไม่ควรดูเพียงคำว่า “หัวเหล็ก” เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากด้านล่างของเท้าได้เช่นเดียวกัน
ตารางสรุป งานแบบไหนควรพิจารณารองเท้าแบบใด?
| ลักษณะความเสี่ยง | คุณสมบัติที่ควรพิจารณา |
|---|---|
| ของหนักตกใส่เท้า | หัวป้องกันนิ้วเท้า |
| ตะปู/ของมีคมบนพื้น | ป้องกันการแทงทะลุ |
| พื้นเปียก/ลื่น | การยึดเกาะพื้น |
| น้ำมัน | วัสดุพื้นเหมาะกับน้ำมัน |
| เดินและยืนนาน | น้ำหนักและความสบาย |
| สารเคมี | ตรวจความทนสารเคมีเฉพาะชนิด |
| งานอิเล็กทรอนิกส์ | พิจารณาคุณสมบัติ ESD ตามระบบของพื้นที่ |
| งานหลายความเสี่ยง | เลือกคุณสมบัติหลายด้านร่วมกัน |
ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น การกำหนด PPE จริงควรอ้างอิงการประเมินความเสี่ยงและข้อกำหนดของสถานประกอบกิจการ

พนักงาน Office หรือ Visitor เข้าโรงงาน ต้องใส่รองเท้าเซฟตี้ไหม?
ประเด็นนี้ควรพิจารณาจาก พื้นที่ที่บุคคลนั้นกำลังจะเข้าไป มากกว่าชื่อตำแหน่ง
ตัวอย่างเช่น โรงงานกำหนดว่า
“ผู้ที่เข้าสู่ Production Area ต้องสวม Safety Shoes”
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น
- HR
- ฝ่ายขาย
- ผู้บริหาร
- Auditor
- Supplier
- Visitor
หากต้องเข้าเขตที่กำหนดให้ใช้ PPE ก็ควรปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยของพื้นที่นั้น
เพราะอันตรายไม่ได้แยกว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นพนักงานฝ่ายผลิตหรือผู้บริหาร
รองเท้าเซฟตี้ต้องได้มาตรฐานอะไร?
อีกเรื่องที่ฝ่ายจัดซื้อควรให้ความสำคัญคือ มาตรฐานของรองเท้านิรภัย
สำหรับประเทศไทย มีมาตรฐาน มอก. 523-2564 รองเท้าหนังนิรภัย (Leather Safety Footwear) ซึ่งกำหนดข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายของมาตรฐานดังกล่าว
ดังนั้น ก่อนจัดซื้อไม่ควรตรวจเพียงว่า
“มีหัวเหล็กไหม?”
แต่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น
- มาตรฐานที่ผลิตภัณฑ์อ้างอิง
- รุ่นที่ได้รับการรับรอง
- เอกสารประกอบ
- คุณสมบัติของพื้นรองเท้า
- คุณสมบัติป้องกันการแทงทะลุ หากงานต้องการ
- ความเหมาะสมกับหน้างานจริง
หากยังไม่แน่ใจว่าจะตรวจรองเท้าอย่างไร สามารถอ่าน วิธีดูรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ก่อนจัดซื้อ เพื่อทำความเข้าใจมาตรฐานก่อนเลือกสินค้า

รองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ใช้ได้กับทุกงานหรือไม่?
ไม่ใช่
คำว่า “ผ่านมาตรฐาน” กับ “เหมาะกับงาน” เป็นคนละเรื่องกัน
ตัวอย่างเช่น
โรงงาน A มีพื้นเปียกและน้ำมันเป็นประจำ จึงให้ความสำคัญกับพื้นรองเท้า
โรงงาน B มีเศษโลหะบนพื้น จึงต้องพิจารณาการป้องกันการแทงทะลุ
โรงงาน C มีพนักงานเดินวันละหลายชั่วโมง จึงต้องพิจารณาน้ำหนักและความสบายร่วมด้วย
โรงงาน D ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ESD เพิ่มเติม
ดังนั้นแนวคิดที่เหมาะสมคือ
มาตรฐาน + ความเสี่ยงของงาน + สภาพแวดล้อม + ผู้ใช้งาน
ไม่ใช่เลือกจากมาตรฐานเพียงอย่างเดียว
สำหรับโรงงานที่กำลังเปรียบเทียบรุ่น สามารถดูแนวทาง เลือกรองเท้าเซฟตี้ มอก. สำหรับโรงงานผลิต เพื่อประกอบการเลือกตามลักษณะงานได้
Checklist สำหรับ HR จป. และฝ่ายจัดซื้อ ก่อนซื้อรองเท้าเซฟตี้
ก่อนส่ง Request ให้ฝ่ายจัดซื้อ ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ครบก่อน
| คำถาม | ตัวอย่างความเสี่ยง |
| มีของตกใส่เท้าหรือไม่? | สินค้า เหล็ก เครื่องมือ |
| มีของมีคมบนพื้นหรือไม่? | ตะปู เศษโลหะ |
| พื้นลื่นหรือไม่? | น้ำ น้ำมัน จาระบี |
| มีสารเคมีหรือไม่? | กรด ด่าง ตัวทำละลาย |
| พนักงานเดินนานหรือไม่? | Warehouse / Logistics |
| มีรถโฟล์คลิฟท์หรือไม่? | คลังสินค้า |
| มีข้อกำหนด ESD หรือไม่? | Electronics |
| ต้องใช้มาตรฐานอะไร? | ตรวจตามความเสี่ยงและข้อกำหนด |
จากข้อมูลเหล่านี้จึงค่อยกำหนด Specification ของรองเท้าแต่ละแผนก
วิธีนี้ดีกว่าการเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
“มี Safety Shoes รุ่นไหนราคาถูกบ้าง?”
เพราะเป้าหมายแรกของ PPE คือการควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับงาน
นายจ้างจัดรองเท้าให้แล้ว แต่พนักงานไม่ยอมใส่ ทำอย่างไร?
กรณีที่งานจำเป็นต้องใช้ PPE ตามมาตรการความปลอดภัย การจัดรองเท้าให้พนักงานอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
ตามหลักของมาตรา 22 นายจ้างต้อง จัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ที่ได้มาตรฐาน ขณะที่ลูกจ้างก็มีหน้าที่สวมใส่และดูแลอุปกรณ์นั้น
หากลูกจ้างไม่สวมใส่ นายจ้างต้องสั่งให้หยุดการทำงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่อุปกรณ์ให้ถูกต้อง
ดังนั้นองค์กรควรมีระบบประกอบด้วย
- การกำหนด PPE Required Area
- การอบรมพนักงาน
- ป้ายเตือน
- การตรวจหน้างาน
- บันทึกการแจก PPE
- การตรวจสภาพอุปกรณ์
- ระบบเปลี่ยนเมื่อชำรุดหรือหมดสภาพ
เพราะเป้าหมายของกฎหมายไม่ใช่เพียงให้บริษัทมีใบเบิกอุปกรณ์ แต่คือให้พนักงานได้รับการป้องกันจริงขณะทำงาน
ใครควรกำหนด Spec รองเท้านิรภัยในโรงงาน?
ไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดซื้อเพียงฝ่ายเดียว
การกำหนดรองเท้าที่เหมาะสมควรเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง
- จป.
- หัวหน้างาน
- ฝ่ายผลิต
- HR
- ฝ่ายจัดซื้อ
- ผู้ดูแลระบบหรือกระบวนการเฉพาะ
โดยเริ่มจาก Risk Assessment ก่อน แล้วจึงเปลี่ยนความเสี่ยงเหล่านั้นเป็นข้อกำหนดของ PPE
ตัวอย่างเช่น
ความเสี่ยง: มีโลหะหนักตกหล่น
→ ต้องพิจารณาการป้องกันนิ้วเท้า
ความเสี่ยง: มีเศษโลหะแหลมบนพื้น
→ ต้องพิจารณาการป้องกันการแทงทะลุ
ความเสี่ยง: พื้นมีน้ำมัน
ต้องพิจารณาวัสดุพื้นและการยึดเกาะที่เหมาะสม
วิธีนี้ทำให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบสินค้าได้ตรงกับความต้องการจริงมากกว่าเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว
FAQ กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน ปี 2569
ไม่ควรพิจารณาจากคำว่าโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความเสี่ยงของงานและพื้นที่ หากงานมีอันตรายที่จำเป็นต้องควบคุมด้วย PPE นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน
หากรองเท้านั้นเป็น PPE ที่จำเป็นสำหรับควบคุมความเสี่ยงในการทำงาน กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างจัดและดูแล PPE ที่ได้มาตรฐานให้ลูกจ้าง จึงไม่ควรมองรองเท้าดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องแบบหรือรองเท้าส่วนตัว
ต้องพิจารณามาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และลักษณะงาน สำหรับรองเท้าหนังนิรภัยในประเทศไทยมีมาตรฐาน มอก. 523-2564 ซึ่งฝ่ายจัดซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดของรุ่นและเอกสารประกอบก่อนซื้อ
ไม่เสมอไป เพราะหน้างานอาจมีความเสี่ยงอื่น เช่น พื้นลื่น น้ำมัน ของมีคมแทงทะลุ สารเคมี หรือข้อกำหนดด้าน ESD จึงต้องเลือกจากความเสี่ยงทั้งหมดของงาน
ขึ้นอยู่กับพื้นที่และมาตรการของสถานประกอบกิจการ หากต้องเข้าเขตที่กำหนดให้ใช้ Safety Shoes หรือ PPE ผู้เข้าพื้นที่ก็ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้น
สรุป กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ไม่ได้ดูแค่ “ตำแหน่งงาน” แต่ดูที่ความเสี่ยง
หัวใจของ กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน ปี 2569 ไม่ใช่การกำหนดว่าพนักงานตำแหน่งใดต้องใส่รองเท้ารุ่นไหนแบบตายตัว แต่เป็นการให้นายจ้างจัดการความปลอดภัยตาม อันตรายและความเสี่ยงของงานจริง
หากพนักงานมีความเสี่ยงจากของหนักตกกระแทก ของมีคม พื้นลื่น น้ำมัน สารเคมี เครื่องจักร หรืออันตรายอื่นที่อาจกระทบบริเวณเท้า นายจ้างควรประเมินความเสี่ยงและจัด PPE ที่เหมาะสม พร้อมกำกับดูแลให้มีการใช้งานอย่างถูกต้อง
สำหรับองค์กรที่กำลังจัดซื้อ สามารถเลือกดู รองเท้าเซฟตี้ มอก. สำหรับโรงงานและงานอุตสาหกรรม หรือ รองเท้าเซฟตี้ทั้งหมดของ Safety JK เพื่อเปรียบเทียบรุ่นตามลักษณะงาน
บทความที่เกี่ยวข้อง
หากกำลังวางระบบ PPE ภายในโรงงาน แนะนำอ่านต่อจากบทความเหล่านี้
- PPE คืออะไร? รู้จักอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
- Checklist PPE ตามกฎหมายที่โรงงานควรตรวจสอบ ปี 2569
- PPE สำหรับพนักงานโรงงานผลิต มีอะไรบ้าง
- วิธีดูรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ก่อนจัดซื้อ
- รองเท้าเซฟตี้ มอก. สำหรับโรงงานผลิต เลือกรุ่นไหนดี

Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้และอุปกรณ์ป้องกันในโรงงาน มีประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าองค์กร

