กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน ปี 2569 จัดรองเท้านิรภัยให้ลูกจ้าง

กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน ปี 2569

โรงงานต้องแจกรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานทุกคนหรือไม่?

เป็นคำถามที่ฝ่าย HR ฝ่ายจัดซื้อ จป. และเจ้าของโรงงานมักเจอ โดยเฉพาะโรงงานที่มีพนักงานหลายแผนก ตั้งแต่ฝ่ายผลิต คลังสินค้า ซ่อมบำรุง ไปจนถึงพนักงานสำนักงานที่อาจต้องเดินเข้าเขตการผลิตเป็นครั้งคราว

คำตอบคือ ไม่ได้พิจารณาจากคำว่า “โรงงาน” เพียงอย่างเดียว

หลักสำคัญของกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงาน คือ นายจ้างต้องจัดให้สถานประกอบกิจการและการทำงานมีความปลอดภัย หากลักษณะงานมีความเสี่ยงที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ PPE นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับความเสี่ยงนั้น

ดังนั้น คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียง

“โรงงานต้องใช้รองเท้าเซฟตี้หรือไม่?”

แต่ควรถามว่า

“พนักงานกำลังเจออันตรายอะไรที่บริเวณเท้า และต้องใช้รองเท้านิรภัยแบบไหนจึงจะเหมาะกับงาน?”

สำหรับองค์กรที่ต้องการทบทวน PPE ทั้งระบบ สามารถเริ่มจากบทความ PPE คืออะไร? รู้จักอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เพื่อทำความเข้าใจหลักการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับความเสี่ยงก่อน

Table of Contents

กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน กำหนดไว้อย่างไร?

กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

โดยมาตรา 22 วางหลักเกี่ยวกับอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลว่า นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด และลูกจ้างมีหน้าที่สวมใส่และดูแลอุปกรณ์ดังกล่าวให้สามารถใช้งานได้ตามสภาพและลักษณะของงาน

หากลูกจ้างไม่สวมใส่อุปกรณ์ นายจ้างต้องสั่งให้หยุดการทำงานนั้นจนกว่าลูกจ้างจะสวมใส่อุปกรณ์ให้ถูกต้อง

หลักดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะหมายความว่า หากผลการประเมินความเสี่ยงของงานพบว่า เท้าของพนักงานมีโอกาสได้รับอันตรายและจำเป็นต้องใช้รองเท้านิรภัยเป็น PPE นายจ้างต้องจัดการเรื่องอุปกรณ์ให้เหมาะสม ไม่ใช่เพียงติดป้ายให้พนักงาน “ระวัง” เท่านั้น

โรงงานทุกแห่งต้องแจกรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานทุกคนหรือไม่?

ไม่ควรตีความว่าพนักงานทุกตำแหน่งในโรงงานต้องใช้รองเท้าแบบเดียวกันทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น พนักงานบัญชีที่ทำงานอยู่ในสำนักงานตลอดวันอาจไม่ได้สัมผัสความเสี่ยงแบบเดียวกับพนักงานฝ่ายผลิต

ในทางกลับกัน พนักงานคลังสินค้าอาจต้องทำงานอยู่ใกล้

  • พาเลท
  • สินค้าน้ำหนักมาก
  • รถโฟล์คลิฟท์
  • รถลากพาเลท
  • ชั้นวางสินค้า
  • การขนย้ายวัตถุดิบ

ความเสี่ยงต่อบริเวณเท้าจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน

องค์กรควรเริ่มจาก การประเมินอันตรายและความเสี่ยงของแต่ละงาน แล้วจึงกำหนด PPE ที่เหมาะสมกับพนักงานแต่ละกลุ่มหรือแต่ละพื้นที่

หากกำลังตรวจสอบว่าในโรงงานควรมี PPE อะไรบ้าง สามารถใช้ Checklist PPE ตามกฎหมายที่โรงงานควรตรวจสอบ ปี 2569 เป็นแนวทางประกอบการตรวจหน้างานได้

งานแบบไหนควรจัดรองเท้าเซฟตี้ให้ลูกจ้าง?

ไม่ควรพิจารณาจากชื่อตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจาก อันตรายที่พนักงานมีโอกาสสัมผัสจริง

ตัวอย่างงานที่ควรประเมินความจำเป็นในการใช้รองเท้านิรภัยอย่างจริงจัง มีดังนี้

1. งานที่มีความเสี่ยงจากของหนักตกใส่เท้า

งานประเภทนี้พบได้บ่อยใน

  • โรงงานผลิต
  • งานประกอบชิ้นส่วน
  • งานขนย้ายวัตถุดิบ
  • คลังสินค้า
  • งานจัดเรียงสินค้า
  • งานยกของ

หากมีวัตถุ เครื่องมือ สินค้า หรือชิ้นส่วนที่อาจตก กระแทก หรือกดทับบริเวณเท้า ควรเลือกรองเท้านิรภัยที่มีส่วนป้องกันนิ้วเท้าและมีคุณสมบัติเหมาะกับระดับความเสี่ยงของงาน

สำหรับการจัด PPE ให้พนักงานสายการผลิต สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ PPE สำหรับพนักงานโรงงานผลิต มีอะไรบ้าง

2. งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์

คลังสินค้าเป็นอีกพื้นที่ที่ควรให้ความสำคัญกับรองเท้านิรภัย เนื่องจากมีทั้งการขนย้ายสินค้า พาเลท รถลาก และรถโฟล์คลิฟท์

ความเสี่ยงที่อาจพบ ได้แก่

  • สินค้าตกหล่น
  • วัตถุหนักกระแทกเท้า
  • พื้นลื่น
  • พาเลทหรือรถลากกระแทก
  • ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน

ดังนั้นการเลือกรองเท้าสำหรับคลังสินค้า ไม่ควรดูเพียงว่ามีหัวนิรภัยหรือไม่ แต่ควรพิจารณาเรื่อง การยึดเกาะพื้น ความสบาย น้ำหนัก และคุณสมบัติอื่นตามหน้างาน ด้วย

3. งานเครื่องจักรและฝ่ายผลิต

พื้นที่เครื่องจักรอาจมีความเสี่ยงจากชิ้นงาน เครื่องมือ วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ตกหล่น รวมถึงพื้นบริเวณเครื่องจักรที่อาจมีน้ำมันหรือสารหล่อลื่น

รองเท้าที่ใช้จึงอาจต้องพิจารณาหลายคุณสมบัติ เช่น

  • ป้องกันแรงกระแทกบริเวณนิ้วเท้า
  • พื้นยึดเกาะเหมาะกับสภาพหน้างาน
  • ทนน้ำมันตามความเหมาะสม
  • ป้องกันการแทงทะลุ หากมีของมีคมบนพื้น

ไม่ควรใช้หลักว่า “เป็นพนักงานฝ่ายผลิต จึงซื้อรองเท้ารุ่นเดียวกันทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบความเสี่ยงของแต่ละจุดงาน

4. งานก่อสร้างและงานติดตั้ง

ไซต์ก่อสร้างมักมีความเสี่ยงหลายประเภทพร้อมกัน เช่น

  • วัสดุตกหล่น
  • ตะปู
  • เหล็ก
  • เศษวัสดุ
  • พื้นต่างระดับ
  • พื้นลื่น
  • การขนย้ายวัสดุหนัก

รองเท้านิรภัยสำหรับงานลักษณะนี้จึงควรเลือกตามความเสี่ยงจริง เช่น หากมีความเสี่ยงจากตะปูหรือเศษโลหะแทงจากพื้น ก็ควรพิจารณาคุณสมบัติป้องกันการแทงทะลุเพิ่มเติม ไม่ใช่ดูเฉพาะหัวรองเท้า

5. งานที่มีพื้นเปียก น้ำมัน หรือเสี่ยงลื่น

รองเท้าเซฟตี้ไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันเฉพาะของตกใส่เท้าเท่านั้น

โรงงานบางประเภทอาจมีความเสี่ยงสำคัญจาก

  • น้ำ
  • น้ำมัน
  • จาระบี
  • ของเหลว
  • เศษวัตถุดิบ
  • พื้นผิวที่ลื่น

เช่น โรงงานอาหาร โรงงานชิ้นส่วน งานซ่อมบำรุง หรือพื้นที่เครื่องจักร

การเลือกรองเท้าจึงควรพิจารณาคุณสมบัติด้านการยึดเกาะพื้นให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมจริง

6. งานซ่อมบำรุง

ช่างซ่อมบำรุงหรือ Maintenance มักต้องเดินเข้าไปหลายพื้นที่ของโรงงาน ทำให้มีโอกาสพบความเสี่ยงหลายประเภทในวันเดียว เช่น

  • เครื่องจักร
  • น้ำมัน
  • เครื่องมือ
  • วัสดุหนัก
  • เศษโลหะ
  • งานไฟฟ้า

การเลือกรองเท้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงจึงควรประเมินจากลักษณะงานและพื้นที่ที่ต้องเข้าไปปฏิบัติงานจริง ไม่ควรพิจารณาจากความสบายหรือราคาของรองเท้าเพียงอย่างเดียว

7. งานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี

งานสารเคมีเป็นกรณีที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะคำว่า “รองเท้าเซฟตี้” ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันสารเคมีทุกชนิดได้

ต้องตรวจสอบว่า

  • Upper ผลิตจากวัสดุอะไร
  • พื้นรองเท้าเป็นวัสดุอะไร
  • สารเคมีที่ใช้งานคือชนิดใด
  • ผู้ผลิตระบุว่าวัสดุสามารถทนสารนั้นได้หรือไม่

ดังนั้น

รองเท้ามีหัวเหล็ก ≠ รองเท้าป้องกันสารเคมี

ต้องพิจารณาคุณสมบัติให้ตรงกับสารและลักษณะการสัมผัสจริง

8. งานที่มีของมีคมบนพื้น

หากพื้นที่ทำงานมีความเสี่ยงจาก

  • ตะปู
  • เศษเหล็ก
  • เศษโลหะ
  • วัสดุแหลมคม

ควรพิจารณารองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันการแทงทะลุของพื้นรองเท้า

นี่เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการเลือก Safety Shoes ไม่ควรดูเพียงคำว่า “หัวเหล็ก” เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากด้านล่างของเท้าได้เช่นเดียวกัน

ตารางสรุป งานแบบไหนควรพิจารณารองเท้าแบบใด?

ลักษณะความเสี่ยงคุณสมบัติที่ควรพิจารณา
ของหนักตกใส่เท้าหัวป้องกันนิ้วเท้า
ตะปู/ของมีคมบนพื้นป้องกันการแทงทะลุ
พื้นเปียก/ลื่นการยึดเกาะพื้น
น้ำมันวัสดุพื้นเหมาะกับน้ำมัน
เดินและยืนนานน้ำหนักและความสบาย
สารเคมีตรวจความทนสารเคมีเฉพาะชนิด
งานอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาคุณสมบัติ ESD ตามระบบของพื้นที่
งานหลายความเสี่ยงเลือกคุณสมบัติหลายด้านร่วมกัน

ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น การกำหนด PPE จริงควรอ้างอิงการประเมินความเสี่ยงและข้อกำหนดของสถานประกอบกิจการ

พนักงาน Office หรือ Visitor เข้าโรงงาน ต้องใส่รองเท้าเซฟตี้ไหม?

ประเด็นนี้ควรพิจารณาจาก พื้นที่ที่บุคคลนั้นกำลังจะเข้าไป มากกว่าชื่อตำแหน่ง

ตัวอย่างเช่น โรงงานกำหนดว่า

“ผู้ที่เข้าสู่ Production Area ต้องสวม Safety Shoes”

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น

  • HR
  • ฝ่ายขาย
  • ผู้บริหาร
  • Auditor
  • Supplier
  • Visitor

หากต้องเข้าเขตที่กำหนดให้ใช้ PPE ก็ควรปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยของพื้นที่นั้น

เพราะอันตรายไม่ได้แยกว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นพนักงานฝ่ายผลิตหรือผู้บริหาร

รองเท้าเซฟตี้ต้องได้มาตรฐานอะไร?

อีกเรื่องที่ฝ่ายจัดซื้อควรให้ความสำคัญคือ มาตรฐานของรองเท้านิรภัย

สำหรับประเทศไทย มีมาตรฐาน มอก. 523-2564 รองเท้าหนังนิรภัย (Leather Safety Footwear) ซึ่งกำหนดข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายของมาตรฐานดังกล่าว

ดังนั้น ก่อนจัดซื้อไม่ควรตรวจเพียงว่า

“มีหัวเหล็กไหม?”

แต่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น

  • มาตรฐานที่ผลิตภัณฑ์อ้างอิง
  • รุ่นที่ได้รับการรับรอง
  • เอกสารประกอบ
  • คุณสมบัติของพื้นรองเท้า
  • คุณสมบัติป้องกันการแทงทะลุ หากงานต้องการ
  • ความเหมาะสมกับหน้างานจริง

หากยังไม่แน่ใจว่าจะตรวจรองเท้าอย่างไร สามารถอ่าน วิธีดูรองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ก่อนจัดซื้อ เพื่อทำความเข้าใจมาตรฐานก่อนเลือกสินค้า

มอก.523-2564

รองเท้าเซฟตี้ มอก. 523-2564 ใช้ได้กับทุกงานหรือไม่?

ไม่ใช่

คำว่า “ผ่านมาตรฐาน” กับ “เหมาะกับงาน” เป็นคนละเรื่องกัน

ตัวอย่างเช่น

โรงงาน A มีพื้นเปียกและน้ำมันเป็นประจำ จึงให้ความสำคัญกับพื้นรองเท้า

โรงงาน B มีเศษโลหะบนพื้น จึงต้องพิจารณาการป้องกันการแทงทะลุ

โรงงาน C มีพนักงานเดินวันละหลายชั่วโมง จึงต้องพิจารณาน้ำหนักและความสบายร่วมด้วย

โรงงาน D ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ESD เพิ่มเติม

ดังนั้นแนวคิดที่เหมาะสมคือ

มาตรฐาน + ความเสี่ยงของงาน + สภาพแวดล้อม + ผู้ใช้งาน

ไม่ใช่เลือกจากมาตรฐานเพียงอย่างเดียว

สำหรับโรงงานที่กำลังเปรียบเทียบรุ่น สามารถดูแนวทาง เลือกรองเท้าเซฟตี้ มอก. สำหรับโรงงานผลิต เพื่อประกอบการเลือกตามลักษณะงานได้

Checklist สำหรับ HR จป. และฝ่ายจัดซื้อ ก่อนซื้อรองเท้าเซฟตี้

ก่อนส่ง Request ให้ฝ่ายจัดซื้อ ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ครบก่อน

คำถามตัวอย่างความเสี่ยง
มีของตกใส่เท้าหรือไม่?สินค้า เหล็ก เครื่องมือ
มีของมีคมบนพื้นหรือไม่?ตะปู เศษโลหะ
พื้นลื่นหรือไม่?น้ำ น้ำมัน จาระบี
มีสารเคมีหรือไม่?กรด ด่าง ตัวทำละลาย
พนักงานเดินนานหรือไม่?Warehouse / Logistics
มีรถโฟล์คลิฟท์หรือไม่?คลังสินค้า
มีข้อกำหนด ESD หรือไม่?Electronics
ต้องใช้มาตรฐานอะไร?ตรวจตามความเสี่ยงและข้อกำหนด

จากข้อมูลเหล่านี้จึงค่อยกำหนด Specification ของรองเท้าแต่ละแผนก

วิธีนี้ดีกว่าการเริ่มต้นด้วยคำถามว่า

“มี Safety Shoes รุ่นไหนราคาถูกบ้าง?”

เพราะเป้าหมายแรกของ PPE คือการควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับงาน


นายจ้างจัดรองเท้าให้แล้ว แต่พนักงานไม่ยอมใส่ ทำอย่างไร?

กรณีที่งานจำเป็นต้องใช้ PPE ตามมาตรการความปลอดภัย การจัดรองเท้าให้พนักงานอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ

ตามหลักของมาตรา 22 นายจ้างต้อง จัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ที่ได้มาตรฐาน ขณะที่ลูกจ้างก็มีหน้าที่สวมใส่และดูแลอุปกรณ์นั้น

หากลูกจ้างไม่สวมใส่ นายจ้างต้องสั่งให้หยุดการทำงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่อุปกรณ์ให้ถูกต้อง

ดังนั้นองค์กรควรมีระบบประกอบด้วย

  • การกำหนด PPE Required Area
  • การอบรมพนักงาน
  • ป้ายเตือน
  • การตรวจหน้างาน
  • บันทึกการแจก PPE
  • การตรวจสภาพอุปกรณ์
  • ระบบเปลี่ยนเมื่อชำรุดหรือหมดสภาพ

เพราะเป้าหมายของกฎหมายไม่ใช่เพียงให้บริษัทมีใบเบิกอุปกรณ์ แต่คือให้พนักงานได้รับการป้องกันจริงขณะทำงาน

ใครควรกำหนด Spec รองเท้านิรภัยในโรงงาน?

ไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดซื้อเพียงฝ่ายเดียว

การกำหนดรองเท้าที่เหมาะสมควรเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง

  • จป.
  • หัวหน้างาน
  • ฝ่ายผลิต
  • HR
  • ฝ่ายจัดซื้อ
  • ผู้ดูแลระบบหรือกระบวนการเฉพาะ

โดยเริ่มจาก Risk Assessment ก่อน แล้วจึงเปลี่ยนความเสี่ยงเหล่านั้นเป็นข้อกำหนดของ PPE

ตัวอย่างเช่น

ความเสี่ยง: มีโลหะหนักตกหล่น
→ ต้องพิจารณาการป้องกันนิ้วเท้า

ความเสี่ยง: มีเศษโลหะแหลมบนพื้น
→ ต้องพิจารณาการป้องกันการแทงทะลุ

ความเสี่ยง: พื้นมีน้ำมัน
ต้องพิจารณาวัสดุพื้นและการยึดเกาะที่เหมาะสม

วิธีนี้ทำให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบสินค้าได้ตรงกับความต้องการจริงมากกว่าเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว

FAQ กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน ปี 2569

โรงงานต้องแจกรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานทุกคนหรือไม่?

ไม่ควรพิจารณาจากคำว่าโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความเสี่ยงของงานและพื้นที่ หากงานมีอันตรายที่จำเป็นต้องควบคุมด้วย PPE นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน

นายจ้างให้พนักงานซื้อรองเท้าเซฟตี้เองได้ไหม?

หากรองเท้านั้นเป็น PPE ที่จำเป็นสำหรับควบคุมความเสี่ยงในการทำงาน กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างจัดและดูแล PPE ที่ได้มาตรฐานให้ลูกจ้าง จึงไม่ควรมองรองเท้าดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องแบบหรือรองเท้าส่วนตัว

รองเท้าเซฟตี้ต้องเป็น มอก. หรือไม่?

ต้องพิจารณามาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และลักษณะงาน สำหรับรองเท้าหนังนิรภัยในประเทศไทยมีมาตรฐาน มอก. 523-2564 ซึ่งฝ่ายจัดซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดของรุ่นและเอกสารประกอบก่อนซื้อ

มีหัวเหล็กอย่างเดียวถือว่าเพียงพอไหม?

ไม่เสมอไป เพราะหน้างานอาจมีความเสี่ยงอื่น เช่น พื้นลื่น น้ำมัน ของมีคมแทงทะลุ สารเคมี หรือข้อกำหนดด้าน ESD จึงต้องเลือกจากความเสี่ยงทั้งหมดของงาน

Visitor เข้าโรงงานต้องใส่รองเท้าเซฟตี้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับพื้นที่และมาตรการของสถานประกอบกิจการ หากต้องเข้าเขตที่กำหนดให้ใช้ Safety Shoes หรือ PPE ผู้เข้าพื้นที่ก็ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้น

สรุป กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ไม่ได้ดูแค่ “ตำแหน่งงาน” แต่ดูที่ความเสี่ยง

หัวใจของ กฎหมายรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน ปี 2569 ไม่ใช่การกำหนดว่าพนักงานตำแหน่งใดต้องใส่รองเท้ารุ่นไหนแบบตายตัว แต่เป็นการให้นายจ้างจัดการความปลอดภัยตาม อันตรายและความเสี่ยงของงานจริง

หากพนักงานมีความเสี่ยงจากของหนักตกกระแทก ของมีคม พื้นลื่น น้ำมัน สารเคมี เครื่องจักร หรืออันตรายอื่นที่อาจกระทบบริเวณเท้า นายจ้างควรประเมินความเสี่ยงและจัด PPE ที่เหมาะสม พร้อมกำกับดูแลให้มีการใช้งานอย่างถูกต้อง

สำหรับองค์กรที่กำลังจัดซื้อ สามารถเลือกดู รองเท้าเซฟตี้ มอก. สำหรับโรงงานและงานอุตสาหกรรม หรือ รองเท้าเซฟตี้ทั้งหมดของ Safety JK เพื่อเปรียบเทียบรุ่นตามลักษณะงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง

หากกำลังวางระบบ PPE ภายในโรงงาน แนะนำอ่านต่อจากบทความเหล่านี้

safety jk ขายรองเท้าเซฟตี้ รองเท้านิรภัยราคาส่ง safety jk

Safety JK ผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเซฟตี้และอุปกรณ์ป้องกันในโรงงาน มีประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าองค์กร